ถอดรหัส 6 องค์กร “ส” ร่วมสร้างระบบสุขภาพ “นวัตกรรมแห่งความใส่ใจ” เพื่อคุณภาพและความปลอดภัยของทุกคน
ถอดรหัส 6 องค์กรร่วมสร้างระบบสุขภาพ “นวัตกรรมแห่งความใส่ใจ” สวรส.หนุนใช้หลักฐานเชิงประจักษ์กำหนดนโยบายสุขภาพ สปสช.เน้นนวัตกรรมบริหารจัดการการเงินแบบ SAFE สช.เผยเครื่องมือสร้างการมีส่วนร่วมนโยบายสาธารณะ สสส.แนะคืนข้อมูลสุขภาพสู่ประชาชน เปลี่ยนวิธีดูแลจากบุคลากรสาธารณสุข ให้ประชาชนดูแลตนเองเป็นผ่านการสร้างเสริมสุขภาพและ Health Literacy สพฉ.พัฒนานวัตกรรมการแพทย์ฉุกเฉินที่ใส่ใจความปลอดภัยเพิ่มขึ้น และ สรพ.แชร์ 5 ทริคออกแบบนวัตกรรมที่ใส่ใจความเป็นมนุษย์

เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2569 ที่อาคารอิมแพ็คฟอรั่ม เมืองทองธานี ภายในงานประชุมวิชาการประจำปี HA National Forum ครั้งที่ 26 จัดโดยสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) หรือ สรพ. มีการจัดเวที Visionary System Leaders Talks นโยบายสุขภาพไทยยุคใหม่: บูรณาการนวัตกรรมที่ทันสมัยกับความใส่ใจความเป็นมนุษย์

โดย นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กล่าวในหัวข้อ “จากหลักฐานสู่ผลกระทบ: การพัฒนานวัตกรรมระบบสุขภาพผ่านการวิจัยด้านคุณภาพและความปลอดภัยเพื่อความยั่งยืนในอนาคต” ว่า การขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพต่างๆ ต้องอาศัยหลักฐานเชิงประจักษ์ ซึ่งจะทำให้เห็นว่าประชาชนมีปัญหาสุขภาพในเรื่องใด ปัจจัยเกิดจากอะไร และพื้นที่ไหนมีปัญหาสุขภาพอย่างไรซึ่งจะแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่
โดยปัจจุบันเราเอาศัยเครื่องมือ 2 ส่วนคือภาระโรค (Burden of Disease: BOD) ซึ่งล่าสุดข้อมูลปี 2565 พบว่า โรคหลอดเลือดสมองเป็นภาระโรคอันดับ 1 ตามด้วยอุบัติเหตุจราจรและเบาหวาน โดย 20 อันดับแรกเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังทั้งสิ้น มีโรคติดเชื้อเพียง 2 โรคคือ เอชไอวีและวัณโรค ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคคือ ภาวะน้ำตาลในเลือดเกิน 14.2% บุหรี่ 12% เหล้า 9.8% ความดันโลหิตสูง 9.2% อาหารไม่ปลอดภัย 7.8% และอ้วน 7% ซึ่งทั้งหมดรวมกันคือ 60% หากแก้ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ได้สุขภาวะคนไทยจะคืนมาถึง 60%
นพ.ศุภกิจกล่าวว่า อีกเครื่องมือคือการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ซึ่งทำทุก 5 ปีมาตั้งแต่ปี 2547 ก็จะทำให้เห็นว่าแนวโน้มปัญหาสุขภาพของประชาชนเป็นอย่างไร เช่น โรคเบาหวาน ผู้ชายมีความชุกของโรคเบาหวานเยอะกว่า ที่สำคัญคือ 27% ไม่รู้ตัวว่าเป็นเบาหวาน โดยคนที่ไม่รู้ตัวเองเบาหวานมากสุดอยู่ที่ กทม. คนที่สามารถคุมน้ำตาลได้ดีมีแค่ 28% คุมน้ำตาลไม่ได้ถึง 70% นี่คือเครื่องมือให้เห็นว่าจะแก้ไปที่ตรงไหนอย่างไร หรือโรคความดันโลหิตสูงก็พบว่า มีคนไม่รู้ตัวว่าเป็นถึง 47% สามารถคุมความดันโลหิตได้ดีเพียง 20% ดังนั้น การแก้ปัญหาสุขภาพของไทยต้องมีหลักฐานเชิงประจักษ์ และการที่ลงทุนเรื่องนี้จะทำให้เห็นว่าปัญหาที่รัฐบาลต้องแก้ไขคืออะไร

นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวในหัวข้อ “นวัตกรรมด้านการจัดหาเงินทุนด้านการดูแลสุขภาพด้วยความเห็นอกเห็นใจ สร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้ระบบบริการสุขภาพ” ว่า จากการสำรวจความพึงพอใจของระบบหลักประกันสุขภาพจะอยู่ในระดับที่ผู้รับบริการและผู้ให้บริการมีความพึงพอใจและพูดถึงความสะดวกสบายของการรับบริการเพิ่มมากขึ้น เช่น ประชาชนพึงพอใจเรื่องการไปรักษาที่ไหนก็ได้ อย่างมะเร็งรักษาทุกที่ เป็นต้น แต่การดำเนินนโยบายสุขภาพใดๆ ก็ตามยังมีกรอบของงบประมาณ ไม่ใช่ว่ามีเงินไม่อั้นที่จะดำเนินการอย่างไรก็ได้ ซึ่งทั้งหมดขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการเพื่อให้การใช้งบประมาณมีประสิทธิภาพมากที่สุด
ปัจจุบันเราใช้กรอบของ SAFE คือ S: Sustainability ความยั่งยืน A: Adequacy ความเพียงพอ F: Fairness ความเป็นธรรม และ E: Efficiency ประสิทธิภาพ ซึ่งการจะทำให้เรื่องเงินและการดูแลสุขภาพด้วยความใส่ใจเดินหน้าไปด้วยกันได้ จะต้องเดินหน้าใน 4 เรื่อง คือ 1.สร้างความเข้มแข็งของระบบบริการปฐมภูมิ สนับสนุนชุมชนเข้มแข็ง ประชาชนดูแลสุขภาพตนเองขยายบริการสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรค สร้างเครือข่ายหน่วยบริการประจำกับหน่วยงานบริการนวัตกรรมในพื้นที่ 2.ร่วมพัฒนาระบบบริการสุขภาพ เช่น ร่วมปฏิรูประบบบริการสุขภาพใน กทม.หรือเมืองใหญ่ พัฒนาหน่วยบริการนวัตกรรม การใช้ Telemedicine กรนำ AI มาใช้ในระบบบริการ การใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีมาใช้ในการเบิกจ่าย เป็นต้น 3.เพิ่มประสิทธิภาพลดรายจ่ายให้แก่ระบบหลักประกันสุขภาพ และ 4.ร่วมสร้างเศรษฐกิจ/รายได้จากระบบหลักประกันสุขภาพ เช่น สนับสนุนอุตสาหกรรมยาและเครื่องมือแพทย์ที่ผลิตในประเทศ เป็นต้น

นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการสำนักงานสุขภาพแห่งชาติ (สช.) กล่าวในหัวข้อ “ร่วมสร้างอนาคตด้านสุขภาพ: นวัตกรรมเชิงนโยบายผ่านการมีส่วนร่วมทางสังคมเพื่อสร้างระบบสุขภาพที่เปี่ยมด้วยความใส่ใจ” ว่า นโยบายสุขภาพต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ซึ่ง สช.มีกระบวนการและเครื่องมือนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม ซึ่งไม่เพียงแค่นำมาใช้กับระดับประเทศ แต่หน่วยงานองค์กรสามารถนำเครื่องมือของ สช.ไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์และบริบทของแต่ละหน่วยงานและพื้นที่ได้ เช่น ธรรมนูญสุขภาพ สามารถทำได้ถึงในระดับจังหวัด ชุมชน หรือโรงพยาบาล เช่น อยากให้เกิดการใส่ใจเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ก็ใช้วิธีการออกแบบเป็นการตกลงร่วมกันว่าจะดูแลอย่างไร หรือทำธรรมนูญ NCDs ในชุมชน เป็นต้น
หรือการใช้สมัชชาสุขภาพเป็นเครื่องมือที่ให้ประชาชนและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้อย่างสมานฉันท์ นำไปสู่การเสนอแผนนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพที่ใส่ใจประชาชอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ ในส่วนของกฎหมาย พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ก็มีมาตราที่ให้ความสำคัญกับ “หัวใจของความเป็นมนุษย์” เช่น ข้อมูลสุขภาพถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคล หรือเรื่องสิทธิของการตายดีที่ให้สิทธิ 5 สิทธิในการสร้างสุขภาวะในระยะสุดท้ายของชีวิตด้วยศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ คือ สิทธิการตัดสินใจ เช่น วางแผนรักษาล่วงหน้า เลือกสถานที่ดูแล ปฏิเสธการรักษา , สิทธิการดูแลด้านร่างกาย , สิทธิการดูแลด้านจิตใจ , สิทธิการสนับสนุนทางสังคม และสิทธิการรักษาศักดิ์ศรี
นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวในหัวข้อ “สร้างเสริมสุขภาพตัวเองด้วยความใส่ใจ การลงทุนด้านสุขภาพมิติใหม่เพื่อระบบสุขภาพที่ยั่งยืน” ว่า นิยามใหม่ของ Healthcare ให้ระบบสุขภาพยั่งยืนนั้น ที่ผ่านมาเรามักใช้การดูแล (Care) โดยยึดตัวเราเป็นหลัก แต่จริงๆ การดูแลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ การดูแลให้เขาดูแลตัวเอง เช่น การดูแลลูกหรือคนไข้ให้เขาดูแลตนเองได้ จึงต้องนำเรื่อง “ส่งเสริมสุขภาพ” และ Health Literacy มาใช้
อย่างไรก็ตาม การจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตนเองมาดูแลสุขภาพ ยังมี “มือที่มองไม่เห็น” มาควบคุมด้วย คือปัจจัยเชิงพาณิชย์กำหนดสุขภาพ (CdoH) ซึ่งเป็นเรื่องของทุนนิยมในการสร้างกิเลส เช่น พูดถึงทุเรียน ในโซเชียลมีเดียก็แสดงออกมาให้เห็นจำนวนมากเพื่อขายของให้เรา จึงต้องจัดการที่ระบบปัจจัยเชิงพาณิชย์กำหนดสุขภาพด้วย นอกจากนี้ ต้องคืนข้อมูลสุขภาพให้แก่ประชาชน อย่างการรักษาหลอดเลือดสมอง สามารถจัดระบบให้ยาเร็วที่สุดภายใน 4 ชั่วโมงได้ดี แต่จริงๆ แล้วต้องทำในเชิงป้องกัน ว่าปัจจัยเสี่ยงคืออะไร จะป้องกันอย่างไร พื้นที่ไหนเสี่ยง ซึ่งจะพบว่าหลอดเลือดสมองเยอะสุดในภาคกลาง สูงสุดที่ จ.สระบุรี หรือข้อมูลล้างไตสูงสุดอยู่ที่ จ.กาฬสินธุ์ ข้อมูลเช่นนี้ต้องทำให้ประชาชนรับรู้เพื่อนำไปสู่การดูแลป้องกันตนเองต่อไป
ดร.พิเชษฐ์ หนองช้าง เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กล่าวในหัวข้อ “นวัตกรรมการแพทย์ฉุกเฉินที่ใส่ใจเพื่อการดูแลที่ปลอดภัยและใส่ใจทุกชีวิต” ว่า ทุกวันนี้เหตุฉุกเฉินที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่เหตุทางสุขภาพจากตัวเองเท่านั้น ยังมีโลกที่เปลี่ยนแปลงไป โลกร้อน ภัยพิบัติทุกอย่างเชื่อมโยงอย่างรวดเร็วและคาดเดาไม่ได้ อย่างที่ผ่านมามีทั้งน้ำท่วม ดินถล่ม สงคราม ซึ่งมีผลกระทบต่อเราทั้งนั้น จึงต้องตระเตรียมระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ซึ่งเรามีหน่วยบริการปฏิบัติการและรับแจ้ง 3 ระดับ คือ พื้นฐาน ระดับสูง และหน่วยเฉพาะทาง ซึ่งศูนย์รับแจ้งพื้นฐานจะขยับไปให้ อบจ.ทั้งหมด โดยถ่ายโอนไปแล้ว 17 แห่ง
สำหรับนวัตกรรมการแพทย์ฉุกเฉินที่ผ่านมามีการใช้สายด่วน 1669 พบว่า แต่ละปีคนโทรเข้ามาราว 8-10 ล้านสาย ปฏิบัติการ 2.4 ล้านราย การเข้าถึงระบบมีน้อย 35% จุดสำคัญคือเราพบว่า คนไข้เสียชีวิตนอกโรงพยาบาลสูงขึ้น 73% เสียชีวิตก่อนที่ชุดปฏิบัติการไปถึง อัตราเสียชีวิตอยู่ที่ 38.23% ส่วนใหญ่ 42% เป็นวัยแรงงาน และประชาชนยังขาดทักษะฟื้นคืนชีวิต (CPR) อย่างมาก มีคนไข้วิกฤตเข้าถึงบริการ EMS เพียง 20.39% ดังนั้น สพฉ.จึงพัฒนาแพลตฟอร์ม NDEMS ที่สามารถใช้ทั้งวิดีโอคอล และส่งข้อความ เพื่อติดตามสถานที่ได้ มีการเปิดระบบการแจ้งพิกัดอัตโนมัติ Advanced Mobile Location (AML) มีการทำ Super App ฉุกเฉินพลัส เป็นผู้ช่วยในการจัดการฉุกเฉินที่รองรับทั้งประชาชน ผู้ปฏิบัตอิการ หน่วยงาน และพัฒนาระบบ Telemedicine เพื่อช่วยเหลือฉุกเฉิน 5 โรคสำคัญ คือ หลอดเลือดสมอง โรคหลอดเลือดหัวใจ ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด จิตเวช และพิษวิทยา รวมถึงจากนี้จะเพิ่มการเข้าถึง Sky Doctor ให้ได้ภายใน 10 นาที ขยายการทำ CPR ให้เป้นใน 29 ล้านครัวเรือน
ด้าน พญ.ปิยวรรณ ลิ้มปัญญาเลิศ ผู้อำนวยการ สรพ. กล่าวในหัวข้อ “นวัตกรรมแห่งความใส่ใจร่วมกันสร้างได้เพื่อคุณภาพและความปลอดภัยของทุกคน” ว่า ปกติแล้ว “นวัตกรรม” จะเน้นการเปลี่ยนแปลงเพื่อประสิทธิภาพและผลลัพธ์ แต่นวัตกรรมแห่งความใส่ใจ เป็นการออกแบบและพัฒนานวัตกรรมที่มีความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจ และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เพียงมีประสิทธิภาพ แต่ยังมีความหมายต่อชีวิตของผู้คน คือ รู้ว่าทำไปเพื่อใครและทำไปเพื่ออะไร
โดยมีหลักคิด 5 ประการคือ 1.การออกแบบโดยมีผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง จากประสบการณ์ ความรู้สึก และบริบทชีวิตจริงของผู้รับบริการ ดังนั้น การรับฟังผู้รับบริการจึงเป็นสิ่งสำคัญ 2.การผสานเทคโนโลยีกับหัวใจของมนุษย์ ไม่ใช่ใช้เทคโนโลยีแทนมนุษย์ 3.การสร้างความเท่าเทียมและเข้าถึงได้สำหรับทุกคน ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ลดความเหลื่อมล้ำ เสริมพลังกลุ่มเปราะบาง 4.การยืดหยุ่นและตอบสนองต่อวิกฤตในอนาคต ช่วยให้ระบบปรับตัวได้รวดเร็ว ช่วยรักษาความเป็นมนุษย์และความสัมพันธ์ที่มีความหมายไว้ได้แม้ในยามวิกฤต และ 5.การเสริมพลังทีมสาธารณสุขให้ดูแลด้วยหัวใจ ช่วยลดภาระงานที่ไม่จำเป็น ลดความซ้ำซ้อนของกระบวนการ และสนับสนุนสภาพแวดล้อม
“การผลักดันให้เกิดนวัตกรรมแห่งความใส่ใจ สิ่งสำคัญคือการสร้างคุณค่าและการมีส่วนร่วม คือ ความเป็นเจ้าของสุขภาพร่วมกัน ความเป็นหุ้นส่วน และมุ่งเน้นคุณค่า ซึ่งจากการให้บริการต้องเป็นการร่วมสร้างบริการ จากผู้ป่วยเป็นผู้รับบริการต้องเปลี่ยนเป็นเจ้าของสุขภาพ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังต้องคิดและมองเห็นเป้าหมายร่วมกัน ลงมือทำร่วมกัน กำกับติดตามผลลัพธ์ด้วยกัน เพื่อเปลี่ยนแปลงด้วยกัน โดยคำนึงถึงความเป็นมนุษย์ มองทุกส่วนทั้งกาย จิต สังคม จะนำมาซึ่ง Sustainability in Healthcare ทำให้เกิดระบบสุขภาพที่ดูแลประชาชนได้อย่างมีคุณภาพ ปลอดภัย และเท่าเทียมในระยะยาว โดยไม่ทำลายทรัพยากรบุคลากรและความไว้วางใจของสังคม” พญ.ปิยวรรณกล่าว

